การแต่งหน้า, ความต้องการของผิว

เวชศาสตร์ความงามและเครื่องสำอาง: ร่วมกันเพื่อสุขภาพและความงดงาม

โดย Roberto Dell'Avanzato, ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไป ปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ความงามและศัลยกรรมตกแต่ง

เวชศาสตร์ความงามและเครื่องสำอาง: ร่วมกันเพื่อสุขภาพและความงดงาม

การบำรุงความงามจะทรงพลังที่สุด เมื่อทำควบคู่ไปกับกับกิจวัตรการดูแลผิวที่เหมาะสม ปัจจุบัน แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยใช้ผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม ‘เวชสำอาง’ มากขึ้นเรื่อยๆ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเครื่องสำอางมียอดขายเติบโตอย่างก้าวกระโดด สถานการณ์นี้ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน เช่น ในช่วงสถานการณ์โควิด ผู้คนต้องใช้เวลาในการประชุมออนไลน์เป็นเวลานาน
การที่ได้เห็นใบหน้าตัวเองบนหน้าจอคู่กับเพื่อนร่วมงานเป็นเวลานานหลายวันอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนตระหนักถึงภาพลักษณ์และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอมากขึ้นอย่างแน่นอน ความตระหนักที่เพิ่มขึ้นนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้หลายคนหันมาใช้บริการเวชกรรมเสริมความงาม หลายคนอาจคิดว่าเวชสำอางและเครื่องสำอางเป็นสิ่งเดียวกัน ต่างกันแค่ชื่อเรียก โดยอันหนึ่งเป็นการรักษาที่เข้มข้นกว่า อีกอันเป็นการดูแลเบื้องต้น แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น ซึ่งเป็นเรื่องใหม่สำหรับผู้คนทั่วไป ปัจจุบัน ทั้งสองกลายเป็นแนวทางที่เสริมกันและช่วยดูแลรูปลักษณ์ของเราได้อย่างครบวงจร และการที่บริษัทเครื่องสำอางหลายแห่งเริ่มมุ่งเน้นการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมการรักษาของแพทย์ด้านความงาม ก็ยืนยันแนวโน้มนี้ได้เป็นอย่างดี

การดูแลผิวแบบเวชสำอางจึงถือกำเนิดขึ้น

ดร. Roberto Dell’Avanzato ทูตต่างประเทศของ IBSA Derma ได้อธิบายเทรนด์ใหม่นี้ว่า “เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพสิ่งสำคัญคือต้องเลือกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้ผิว โดยอาศัยประโยชน์จากกรดไฮยาลูโรนิกเป็นหลัก และหลักการเดียวกันนี้ก็ใช้ได้กับ
ผลิตภัณฑ์ต้านริ้วรอยและเครื่องสำอาง ครีมกันแดดที่ช่วยปกป้องผิวจากผื่นและผิวไหม้จากแดด รวมถึงอาหารเสริมเพื่อการได้รับสารอาหารที่เหมาะสมเพราะความงามมีจุดกำเนิดจากภายในและส่งผ่านออกมาทางผิวภายนอก

ความร่วมมือระหว่างเครื่องสำอางและเวชกรรมเสริมความงามมีตัวเอกหลักเพียงตัวเดียว นั่นคือ กรดไฮยาลูโรนิก

เป็นที่น่าสังเกตว่าส่วนผสมหลักใน ‘เวชสำอาง’ กลุ่มใหม่นี้คือกรดไฮยาลูโรนิก ซึ่งเป็นสารเดียวกับที่ใช้ในการรักษาเสริมความงามด้วยการฉีดหลายวิธี โดยมีคุณสมบัติในการช่วยคงความอ่อนเยาว์และความยืดหยุ่นของผิว

ดร.เดลล์อะแวนซาโต กล่าวต่อว่า “ด้วยวิธีนี้ จึงเกิดสิ่งที่เรียกได้ว่า ‘การดูแลผิวแบบเวชสำอาง’ ซึ่งต้องอาศัยการรักษาเสริมความงามแบบแพทย์ในช่วงเวลาที่กำหนดไว้เป็นระยะ ๆ ร่วมกับผลิตภัณฑ์ที่มีกรดไฮยาลูโรนิกสองชนิดในปริมาณความเข้มข้นสูง ชนิดแรกคือกรดไฮยาลูโรนิกโมเลกุลใหญ่ ที่ช่วยปกป้องผิวโดยการสนับสนุนการรักษาฟิล์มไฮโดรลิปิดิกและเสริมสร้างการป้องกันของผิว อีกชนิดคือกรดไฮยาลูโรนิกโมเลกุลขนาดเล็ก ที่ทำหน้าที่รักษาความชุ่มชื้นของผิวให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมที่สุด

การรักษาด้านความงามจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเมื่อเสริมด้วยกิจวัตรการดูแลผิวที่ถูกต้อง
ในปัจจุบัน การตรวจเบื้องต้นเพื่อวางแผนการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพยังคำนึงถึงการป้องกัน การวินิจฉัย และการบำบัดปัญหาผิวของผู้ป่วยด้วย แพทย์จะวิเคราะห์ลักษณะทางสรีรวิทยาของผิว เช่น ความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นของผิว การผลิตไขมัน จุดด่างดำและริ้วรอยจากแสงแดด และระดับความเสื่อมสภาพของผิว พร้อมทั้งให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับกิจวัตรการดูแลผิวประจำวันที่ถูกต้อง ด้วยวิธีนี้ จึงเกิดแนวทางที่เคร่งครัดในการดูแลผิวแบบบูรณาการและทำงานร่วมกัน

ตัวอย่างเช่น หลังจากการฉีด กรดไฮยาลูโรนิก หรือทำ การลอกผิวด้วยสารเคมี การใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะช่วย บำรุงและลดการระคายเคืองผิว และที่สำคัญที่สุดคือ ปกป้องเนื้อเยื่อผิว ที่บอบบางลงหลังการรักษา นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวได้ยาวนานขึ้น ด้วยส่วนประกอบของกรดไฮยาลูโรนิก ตามคำกล่าวของ Dr. Dell’Avanzato “เครื่องสำอางและเวชศาสตร์ความงาม ควรไปด้วยกันเสมอ เพราะทั้งสองช่วยเสริมกัน ทำให้ผลลัพธ์ดีขึ้นเป็นสองเท่า

ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมทั่วไป ปริญญาโทด้านเวชศาสตร์ความงามและศัลยกรรมตกแต่ง

Up